posted on 02 Sep 2009 22:41 by i-love-thai
แต่งด้วยลิลิตสุภาพ ซึ่งประกอบด้วยร่ายสุภาพ โคลงสองสุภาพ โคลงสามสุภาพ และโคลงสี่สุภาพ แต่งสลับกันไป จำนวน ๔๓๙ บท โดยได้แบบอย่างการแต่งมาจากลิลิตยวนพ่าย ที่แต่งขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น ลิลิตเปรียบได้กับงานเขียนมหากาพย์ จัดเป็นวรรณคดีประเภทเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์
edit @ 4 Sep 2009 08:05:18 by ll ❥ภาษาไทย,,ll
posted on 02 Sep 2009 22:35 by i-love-thai
๑ .ความรอบคอบไม่ประมาท
ในเรื่องลิลิตตะเลงพ่ายนี้เราจะเห็นคุณธรรมของพระนเรศวรได้อย่างเด่นชัดและสิ่งที่ทำให้เราเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถมากที่สุดคือ ความรอบคอบ ไม่ประมาท ดั่งโคลงสี่สุภาพตอนหนึ่งกล่าวว่า
พระห่วงแต่ศึกเสี้ยน อัสดง
เกรงกระลับก่อรงค์ รั่วหล้า
คือใครจักคุมคง ควรคู่ เข็ญแฮ
อาจประกันกรุงถ้า ทัพข้อยคืนถึงหลังจากที่พม่ายกกองทัพเข้ามาพระองค์ก็ทรงสั่งให้พ่ายพลทหารไปทำลายสะพานเพื่อว่าเมื่อฝ่ายไทยชนะศึกสงคราม พ่ายพลทหารของฝ่ายพม่าก็จะตกเป็นเชลยของไทยทั้งหมด นั่นแสดงให้เราเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีทัศนคติที่กว้างไกล ซึ่งมีผลมาจากความรอบคอบไม่ประมาท
๒ .การเป็นคนรู้จักการวางแผน
จากการที่เราได้รับการศึกษาเรื่องลิลิตตะเลงพ่ายเราจะเห็นได้ชัดเจนว่าในช่วงตอนที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงเปลี่ยนแผนการรบเป็นรับศึกพม่าแทนไปตีเขมร พระองค์ได้ทรงจัดการวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอนอย่างไม่รอช้า ทรงแต่งตั้งให้พระยาศรีไสยณรงค์เป็นแม่ทัพหน้าและพระราชฤทธานนท์เป็นปลัดทัพหน้าตามด้วยแผนการอื่นๆอีกมากมายเพื่อทำการรับมือ และพร้อมที่จะต่อสู้กับข้าศึกศัตรูทางฝ่ายพม่า ยกตัวอย่างโคลงสี่สุภาพที่แสดงให้เราเห็นถึงการรู้จักการวางแผนของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
๓. การเป็นคนรู้จกความกตัญญูกตเวที
จากบทการรำพึงของพระมหาอุปราชาถึงพระราชบิดานั้น แสดงให้เราเห็นอย่างเด่นชัดเลยทีเดียวว่าพระมหาอุปราชาทรงมีความห่วงใย อาทร ถึงพระราชบิดาในระหว่างที่ทรงออกรบ ซึ่งแสดงให้เราเห็นถึงความรักของพระองค์ที่มีต่อพระราชบิดา โดยพระองค์ได้ทรงถ่ายทออดความนึกคิด และรำพึงกับตัวเอง ดั่งโคลงสี่สุภาพที่กล่าวไว้ว่า ณรงค์นเรศด้าว ดัสกรใครจักอาจออกรอน รบสู้เสียดายแผ่นดินมอญ มอด ม้วยแฮเหตูบ่มีมือผู้ อื่นต้านทานเข็ญซึ่งเมื่อแปลจะมีความหมายว่า เมื่อยามที่สงครามขึ้นใครเล่าจะออกไปรบแทนท่านพ่อ จากโคลงนี้ไม่ได้แสดงให้เราเห็นถึงความกตัญญูที่มีต่อพระราชบิดาของพระมหาอุปราชาเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความกตัญญู ความจงรักภักดี ต่อชาติบ้านเมืองอีก
๔. การเป็นคนช่างสังเกตและมีไหวพริบ
สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระปรีชาสามารถทางด้านการมีความสติปัญญาและมีไหวพริบเป็นเลิศ ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจะทรงมีคุณธรรมทางด้านการเป็นคนช่างสังเกตและมีไหวพริบ ด้วยเหตุนี้ทำให้พระองค์ทรงสามารถแก้ไขสถานการณ์อันคับขันในช่วงที่ตกอยู่ในวงล้อมของพม่าได้
สมเด็จพระนเรศวรทรงใช้วิธีการสังเกตหาฉัตร ๕ ชั้นของพระมหาอุปราชา ทำให้พระองค์ทรงทราบว่าใครเป็นพระมหาอุปราชาทั้งๆที่มีทหารฝ่ายข้าศึกร่ายล้อมพระองค์จนรอบ แต่ด้วยความมีไหวพริบพระองค์จึงตรัสท้ารบเสียก่อนเพราะถ้าพระองค์ไม่ทรงตรัสท้ารบเสียก่อนพระองค์อาจทรงถูกฝ่ายข้าศึกรุมโจมตีก็เป็นได้
๕. ความซื่อสัตย์
จากเนื้อเรื่องนี้เราจะเห็นได้ว่าบรรดาขุนกรีและทหารมากมายทั้งฝ่ายพม่าและฝ่ายไทยมีความซื่อสัตย์และความจงรักภักดี ต่อประเทศชาติของตนมากเพราะจากการที่ศึกษาเรื่องลิลิตตะเลงพ่ายเรายังไม่เห็นเลยว่าบรรดาทหารฝ่ายใดจะทรยศต่อชาติบ้านเมืองของตน ซึ่งก็แสดงให้เราเห็นว่าความซื่อสัตย์ในเราองเล็กๆน้อยๆก็ทำให้เราสามารถซื่อสัตย์ในเรื่องใหญ่ๆได้ซึ่งจากเรื่องนี้ความซื่อสัตย์เล็กๆน้อยๆของบรรดาทหารส่งผลให้ชาติบ้านเมืองเกิดความเป็นปึกแผ่นมั่นคงได้๖. การมีวาทศิลป์ในการพูดจากเรื่องนี้มีบุคคลถึงสองท่านด้วยกันที่แสดงให้เราเห็นถึงพระปรีชาสามารถทางด้านการมีวาทศิลป์ในการพูด ท่านแรกคือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในโคลงสี่สุภาพที่ว่า๑๗๗(๓๐๓) พระพี่พระผู้ผ่าน ภพอุต-ดมเอยไป่ชอบเชษฐ์ยืนหยุด ร่มไม้เชิญการร่วมคชยุทธ์ เผยอเกียรติ ไว้แฮสืบว่าสองเราไซร้ สุดสิ้นฤามีเราจะเห็นว่าสมเด็จพระนเรศวรทรงใช้วาจาที่ไพเราะมีความสุภาพน่าฟังต่อพระมหาอุปราชาซึ่งเป็นพี่เมื่อครั้งที่สมเด็จพระนเรศวรทรงประทับอยู่ทางฝ่ายพม่า ท่านที่สองคือ สมเด็จพระวันรัต เมื่อครั้งที่พระองค์ทรงมาขอพระราชทานอภัยโทษจากพระนเรศวร ให้กับบรรดาทหารที่ตามเสด็จพระนเรศวรในการรบไม่ทัน ซึ่งอยู่ในโคลงสี่สุภาพที่ว่า๑๗๗(๓๕๗) พระตรีโลกนาถแผ้ว เผด็จมารเฉกพระราชสมภาร พี่น้องเสด็จไร้พิริยะราญ อรินาศ ลงนาเสนอพระยศยินก้อง เกียรติก้องทุกภาย
การมีวาทศิลป์ในการพูดของสมเด็จพระวันรัตครั้งนี้ทำให้บรรดาขุนกรี ทหารได้รับการพ้นโทษดังนั้นจากคุณธรรมข้อนี้ทำให้เราได้ข้อคิดที่ว่า การพูดดีเป็นศรีแก่ตัวเมื่อเราทราบเช่นนี้แล้วเราทุกคนก่อนที่จะพูดอะไรต้องคิดและไตร่ตรองให้ดีก่อนที่จะพูด
edit @ 4 Sep 2009 08:04:06 by ll ❥ภาษาไทย,,ll
edit @ 4 Sep 2009 08:05:44 by ll ❥ภาษาไทย,,ll
edit @ 4 Sep 2009 08:06:01 by ll ❥ภาษาไทย,,ll
posted on 02 Sep 2009 21:10 by i-love-thai
การนับโมงยามแบบโบราณ
การนับโมงยามแบบโบราณ แบ่งช่วงเวลาดังนี้
ปฐมยาม ระหว่างเวลา 18.00 - 21.00 น.
ทุติยาม ระหว่างเวลา 21.00 - 24.00 น.
ตติยาม ระหว่างเวลา 24.00 - 03.00 น.
ปัจฉิมยาม ระหว่างเวลา 03.00 - 07.00 น.
หรืออาจแบ่งเป็น 3 ช่วง ๆ ละ 4 ชั่วโมง แบ่งเป็น ยามต้น (ปฐมยาม) ยามกลาง (มัชฌิมยาม) และ ยามปลาย (ปัจฉิมยาม)
ความรู้เกี่ยวกับสุบินนิมิต คนโบราณเชื่อว่าสาเหตุของความฝันมี 4 ประการ คือ 1. บุพนิมิต ฝันบอกลางล่วงหน้า
2. จิตนิวรณ์ ฝันเพราะจิตผูกพันกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
3. เทพสังหรณ์ ฝันเพราะเทวดาดลใจให้รู้ล่วงหน้า
4. ธาตโขภ ฝันเพราะธาตุต่าง ๆ ในร่างกายทำงานไม่ปกติ
ดังในเรื่องลิลิตตะเลงพ่าย สมเด็จพระนเรศวรทรงพระสุบินนิมิตดังคำประพันธ์นี้
เทวัญแสดงเหตุให้ สังหร เห็นแฮ
เห็นกระแสสาคร หลั่งล้น
ไหลลบวนาดอน แดนตก ทิศนา
พระแต่เพ่งฤๅพ้น ที่น้ำนองสาย
การตั้งทัพตามตำราพิชัยสงครามว่าด้วย "ชัยภูมิพยุหะ"
การจัดตั้งทัพตามตำราพิชัยสงครามในสมัยก่อนมีความสำคัญมาก เป็นการหาชัยภูมิที่ได้เปรียบในการรบและจะได้ป็นที่เกรงขามของข้าศึก ชัยภูมิพยุห มี 8 นามคือ
1. ครุฑนาม มีต้นไม้ใหญ่ 1 ต้นขึ้นอยู่บนจอมปลวกหรือภูเขา
2. พยัคฆนาม ตั้งอยู่ริมชายป่า
3. สีหนาม มีต้นไม้ใหญ่ 3 ต้น ขึ้นบนจอมปลวกหรือภูเขา
4. สุนัขนาม อยู่ริมทางใกล้หมู่บ้าน
5. นาคนาม อยู่ใกล้ทางน้ำ
6. มุสิกนาม อยู่ใกล้โพรงไม้หรือจอมปลวก
7. อัชนาม อยู่กลางทุ่ง
8. คชนาม อยู่ใกล้ป่าไผ่
พระเจ้าหงสาวดีเห็นความสำคัยของการตั้งทัพดังกล่าว จึงทรงให้โอวาทพระมหาอุปราชาก่่อนที่จะเสด็จออกทำศึกกับกรุงศรีอยุธยาว่า
หนึ่่งรู้พยุหไสร้ สบสถาน
เจนจิตวิทยาการ กาจแก้ว
รู้เชิงพิชัยชาญ ชุมค่าย ควรนา
อาจจักรอนรณแผ้ว แผกแพ้พังหนี
พระยาศรีไสยณรงค์กับพระราชฤทธานนท์ได้รับพระราชบัญชาให้นำทัพหน้าไปรับกับข้าศึกที่ตำบลหนองสาหร่าย ได้ตั้งค่ายแบบภูมิพยุหไกรสร หรือเรียกว่า "สีหนาม" ส่วนสมเด็จพระนเรศวร เคลื่อนทัพจากตำบลปาโมกถึงหนองสาหร่าย ก็ให้หยุดตั้งค่ายโดยทรงเลือกชัยภูมิแบบ "ครุฑนาม" มีต้นประดู่อยู่บนจอมปลวก
edit @ 4 Sep 2009 08:04:58 by ll ❥ภาษาไทย,,ll